ZAANseries

กาลที่ฉันรักเธอ(๓)

posted on 10 Dec 2008 13:32 by sweettoxic  in ZAANseries



*** อ่านตอนแรกที่นี่ครับ (ไม่จำเป็นต้องอ่านก็รู้เรื่องนะ)***
*** อ่านตอนสองที่นี่ครับ (ถ้าไม่อ่านตอนหนึ่งตอนสอง แต่ทะลึ่งมาอ่านตอนสามก่อนก็ไม่รู้จะเป็นยังไงนะ)***

 -----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

.

 



.

 


.

 



"ที่นี่ที่ไหน?" ผมลืมตาตื่นขึ้น พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงที่มีราวเหล็กกั้น

"ไม่ใช่ที่ชอบที่ชอบของเอ็งละกัน" บุรุษในชุดกราวด์เดินเข้ามาหาผม ผมรู้จักเขาดี แต่ผมก็ไม่ค่อยอยากจะมาเจอเขาบ่อยนัก

"พี่หมอเองเหรอครับ งั้นที่นี่ก็คือ..."

"โรงพยายาม"

"เฮ้ย!"

"โรงพยาบาล"

"เฮ้ย!!"

"ถูกแล้ว!!"

"เออ คนเพิ่งตื่นยังมาชวนต่อมุขซะอีกนะครับ" ผมขยับตัวลุกขึ้นนั่ง การต่อมุขเมื่อครู่เรียกสติผมได้ดีทีเดียว

"ก็จะเช็คดูสมองเอ็งไงล่ะว่ากระทบกระเทือนอะไรหรือเปล่า" เขาเดินมาหยุดที่ข้างเตียงและทำท่าจดอะไรบางอย่างลงในอะไรซักอย่างที่คล้ายๆจะเป็นบันทึกอาการป่วย ไอ้พี่หมอคนนี้เป็นพี่ของเพื่อนของเพื่อนผม รู้จักกันห่างๆสมัยเรียนมหาวิทยาลัย และไปไงมาไงก็ไม่รู้ไอ้พี่หมอมันก็ข้ามมาสนิทกับผมโดยมีสื่อลามกเป็นตัวนำพา ถ้าไม่นับด้านมืดของเขาที่เรารู้กันไม่กี่คนไอ้พี่หมอจัดว่าเป็นมนุษย์ที่เกือบจะสมบูรณ์แบบทีเดียวทั้งรูปร่างหน้าตา ฐานะและความสามารถอยู่ในขั้นที่เรียกว่าน่าอิจฉาเลยล่ะ ว่าแล้วก็อิจฉาว่ะ เอาเป็นว่าผมแนะนำตัวให้เขาแค่นี้ก่อนละกัน

"แล้วอาการผมเป็นไงมั่งล่ะครับ?" ผมลองสอบถามอาการตัวเอง ทั้งที่จริงแล้วก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะรู้มากนัก แค่รู้ตัวว่าไม่ตายก็ดีใจแล้ว

"ก็ปกติดีนะ ยังบ้าอยู่เหมือนเดิม คนบ้านี่มันหัวแข็งอย่างที่เขาว่าจริงๆ แบบนี้แช่งให้อกหักอีกซักสิบครั้งก็คงยังไม่ตายหรอกมั้ง"

"อ้าว ทำไมพูดหมอๆยังงั้นล่ะหมา?"

"สลับกันแล้วไอ้บ้า" แกหันมาด่าแบบยิ้มๆ

"เอ้า! อะไรว้า ไม่รับมุขเลยอ่ะ" ผมยังพยายามจะแถ

"มุขหมาๆแบบนี้หมอที่ไหนจะรับวะ"

"โห่ย เซ็งเลย..."

ระหว่างที่เรากำลังคิดมุขโต้ตอบกันอยู่นางพยาบาลสาวคนหนึ่งก็เปิดประตูห้องและเดินเข้ามา

"เอาผ้าปูที่นอนกับผ้าห่มมาเปลี่ยนให้ค่ะ" เธอบอก ผมมองหน้าเธอ ดูน่ารักดี เป็นอย่างที่ไอ้พี่หมอเคยคุยให้ฟังว่านางพยาบาลที่นี่น่ารัก

"อ๋อ ไม่ต้องแล้วล่ะ เดี๋ยวคนไข้ก็จะกลับบ้านแล้ว ค่อยมาเปลี่ยนทีหลังละกัน"

"แต่คนไข้เค้า..." เธอมองมาที่ผมแล้วหน้าแดง(ทำไม)

"เออน่ะ ผมจัดการเอง คุณออกไปก่อนเถอะ"

"ค่ะ" แล้วนางพยาบาลสาวก็เดินออกไป ผมมองตามจนประตูปิดสนิท

"แน่ะ มองตาไม่กระพริบเลยนะเอ็ง" ไอ้พี่หมอหันมาแซวผมทันที

"อะไรเล่า แค่มองนิดมองหน่อยจะเป็นไรไปวะ"

"น้องเค้าชื่อนุ่น ไม่ได้ชื่อนิดชื่อหน่อย"

"อ่ะโห ...รู้ละเอียดเชียวนะท่านสมภาร ไหนบอกไม่ชอบกินไก่วัดไง"

"นี่ๆ แทนที่จะมาจับผิดข้า เอ็งรีบไปเข้าห้องน้ำซะทีเถอะ" แกพูดเหมือนพยายามเปลี่ยนประเด็น

"หือ ทำไมวะ?"

"นี่เอ็งยังไม่รู้ตัวเหรอว่าตัวเองฉี่รดที่นอน"

"เอ๊ะ! เฮ้ย!! จริงด้วยว่ะ แล้วนี่พี่รู้ได้ไงวะ?" เป็นจริงดังว่า เป้ากางเกงผมรวมไปถึงผ้าห่มบริเวณนั้นเปียกชุ่มไปหมด

"ข้าไม่รู้หรอก พยาบาลเขาบอก ก็เอ็งเล่นฉี่รดมือเขาด้วยนี่หว่า"

"ห๊ะ! แล้วพยาบาลของพี่เอามือมาให้ผมฉี่รดทำไมวะ? เฮ่ย! หรือเค้าจะทำอะไรผม?"

"ไอ้บ้า! คิดมากล่ะเอ็ง ...เขาแค่จะวัดไข้ให้เฉยๆ

"วัดไข้หรือวัดไข่?"

"ไอ้ห่า! รีบๆไปอาบน้ำแล้วกลับบ้านได้แล้วโว้ย!"
.


.


.



...


     ผมออกจากโรงพยาบาลและกลับมาถึงห้องพักในตอนบ่ายแก่ๆ อันที่จริงก็อยากนอนรอให้นางพยาบาลมาวัดไข่ให้อยู่นะ แต่ตาหมอแกหวงเด็กในสังกัดก็เลยขู่ว่าจะชาร์จค่ารักษาพยาบาลเพิ่มอีก ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าจะรักษาพยาบาลทำไม พูดยังกับว่าผมจะไปทำอะไรให้พยาบาลสึกหรอซะงั้นล่ะ(ก็แค่คิดเฉยๆ) ในเมื่อลำพังค่ารักษาตัวเองผมก็หมดเงินไปไม่น้อยแล้ว ก็เลยตัดสินใจไม่ยากที่จะจากมา

---------
"ถ้าจะอยู่ต่อก็คิดราคาพิเศษคืนละห้าพัน" พี่หมอบอก หลังจากเห็นผมมีอาการอิดออดไม่อยากออกจากโรงพยาบาล

"โห พูดแบบนี้ ไล่กันตรงๆเลยดีกว่าว่ะ"

"อ้าว! ก็เอ็งไม่เป็นไรแล้วนี่ เรื่องอะไรจะให้มานอนเปลืองแอร์โรงพยาบาล แล้วดีไม่ดีจะเปลืองตัวนางพยาบาลไปด้วยสิ"

"พูดยังกะว่าผมจะไปไล่ฉุดนางพยาบาลงั้นแหละ"

"ก็เอ็งมันบ้า แถมตอนนี้ยังอกหักอีก คนบ้าที่อกหักเนี่ยแหละน่ากลัว เกิดเอ็งคลุ้มคลั่งขึ้นมาข้าก็ต้องรับผิดชอบสิ การปกป้องทรัพย์สินของทางโรงพยาบาลคือจรรยาบรรณอย่างหนึ่งของแพทย์เว้ย"

"ทำเป็นพูดดีนะ แล้วไอ้นางพยาบาลนี่ก็นับเป็นทรัพย์สินด้วยเรอะ"

"ทรัพย์สินทางใจโว้ย ไม่รู้ล่ะ เอ็งหายแล้ว รีบๆไสหัวไปซะ"

"เออๆ จำไว้เลยนะ ทีหลังมีของมาใหม่ไม่แบ่งให้ดูแล้วด้วย"

"ไอ้บ้า อย่าพูดเสียงดังสิวะเดี๋ยวใครมาได้ยิน"
---------

     หลังจากได้พูดคุยเฮฮาสนทนาบ้ากามกับไอ้พี่หมอแล้วก็พาลคิดว่าคงไม่เป็นไรอาการคงทุเลาไปตามกาล แต่พอกลับมาถึงห้องก็กลายเป็นว่ากลับมาจมอยู่กับตัวเองคนเดียวอีกล่ะ อุตส่าห์พยายามเก็บอาการตีสีหน้าร่าเริงต่อคนอื่นเอาไว้ได้ แต่พอมาเผชิญหน้ากับตัวเองต่อให้ตีสีหน้ายังไงก็หลอกตัวเองไม่ได้ จ้องมองเข้าไปในใจก็ยังเห็นความเจ็บปวดลอยวนอยู่

     ซองจดหมายพร้อมการ์ดสีชมพูนั้นก็ยังคงแสดงตัวตนของมันอยู่บนหลังตู้เย็น ไม่อยากมองมันนานนักผมจึงก้มลงเปิดตู้เย็นออกดูหวังว่าจะเจออะไรที่พอจะใช้ลบล้างความเสียใจ...ก็ไม่มีอะไรที่น่าจะเป็น ด้วยความที่ในยามปกติผมไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาวัตถุมึนเมากล่อมเกลาประสาทเพราะเชื่อว่าคนที่พึ่งพาสิ่งเหล่านี้ให้นำพาตัวเองผ่านพ้นไปวันๆมันช่างอ่อนแอนักและผมก็ไม่เคยมีแม้กระทั่งความรู้สึกอยากดื่ม ดังนั้นแม้แต่เบียร์ซักกระป๋องก็ไม่เคยมีมาตกค้างในตู้เย็นของผม เพื่อนหลายคนที่เคยมาเยี่ยมเยือนก็มักจะต่อว่า บอกไม่มีห่าอะไรแดกเลย บางคนก็บอกอย่างจริงจังมีหลักการว่าควรจะมีประดับตู้เย็นไว้บ้าง เหล้าเบียร์มันก็เหมือนพวกยาสามัญประจำบ้านแหละ อย่างตอนนี้มึงอาจจะไม่จำเป็นต้องกินพาราเซตามอลแต่มึงก็ต้องมีติดบ้านไว้เผื่อเวลามึงปวดหัว เป็นไข้ และใครจะรู้ว่าวันหนึ่งมึงอาจจะปวดใจแล้วก็จะเห็นประโยชน์ของเหล้า ตอนนั้นฟังแล้วก็ยังนึกเชื่อคำเพื่อนลองซื้อมาใส่ตู้ไว้  แต่ทว่ามันก็หมดไปในคืนนั้นเองพร้อมกับการมาเยือนของฝูงห่า(อ่านถูกแล้วครับฝูงห่าไม่ใช่ฝูงห่าน)ที่ไม่รู้ว่าพวกมันเป็นห่าเหวอะไรมาจากไหนจู่ๆก็มาขอแดกยาสามัญประจำบ้านที่ผมเพิ่งซื้อมาซะเกลี้ยงตู้เลย จากนั้นผมก็ไม่คิดจะซื้ออะไรมาเก็บไว้อีกแล้ว คิดว่าเอาไว้ตอนอยากกูค่อยหากินก็ได้วะ...ด้วยเหตุนี้ในตอนนี้จึงไม่มีอะไรในตู้เย็น


---จะอยากดื่มอีกทำไมวะ ไม่ใช่เพราะเหล้าเรอะที่ส่งมึงเข้าโรงพยาบาลน่ะ เมื่อคืนยังระบายออกไปไม่หมดอีกหรือไง---


     ผมปิดตู้เย็นแล้วเดินไปล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่มๆเน่าๆพยายามจะไม่คิดอะไรแต่ก็รับรู้ได้ว่ายังคงเสียใจ...เสียไปไหนก็ไม่รู้ ทั้งๆที่ใจก็ยังเต้นตุ๊บๆอยู่ตรงนี้ ความคิดวนอยู่แต่กับเรื่องเธอทั้งเรื่องที่เคยผ่านมาและเรื่องที่จะเป็นไป อารมณ์มากมายแบบผู้ชายอกหัก เซ็งจิต คิดถึง หึงหวง ห่วงใย รักใคร่ เสียดาย อับอาย วุ่นวายกันไปหมด ผมอาจจะบรรยายความรู้สึกช่วงนี้เป็นคำพูดหรือข้อเขียนไม่ได้ดีนัก แม้ก่อนหน้านี้จะเคยรู้สึกมาบ้างแล้วก็ตามที มันไม่ใช่สิ่งที่บอกเล่าหรือถ่ายทอดให้กันรับรู้แล้วจะเข้าใจง่ายๆ...มันต้องเจอและผ่านไปให้ได้ด้วยตัวเอง หรือจะอยู่เฉยๆแล้วปล่อยให้มันผ่านไป


---ที่ผ่านมาผมเลือกที่จะอยู่เฉยๆแล้วปล่อยให้มันผ่านไป แต่กับคราวนี้ผมรู้สึกว่ามันถึงเวลาที่ผมต้องผ่านไปให้ได้ด้วยตัวเองซะที---


     ผมพอจะสรุปสาเหตุที่ทำให้ผมยังไม่สามารถก้าวผ่านความรักที่มีต่อเธอไปได้ นั่นคือ ผมยังไม่เคยบอกรักเธอ ในเมื่อยังไม่เคยบอกความรักก็เลยตกค้างอยู่ที่ผมไม่สามารถก้าวผ่านหรือสลัดทิ้งไปได้ คิดได้ดังนั้นผมก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดหาเบอร์...

"สวัสดีครับ" เสียงตอบรับที่ปลายทางดังขึ้น

"ครับ ขอสายแดนครับ"

"แดนกำลังพูดอยู่ครับ แล้วนั่นใคร? พี่บิ๊กหรือพี่บีม?" คนปลายทางพูดอย่างอารมณ์ดีเมื่อรู้ว่าคู่สนทนาคือใคร

"พี่บิ๊กครับ...ไอ้สัด! มุขเก่า เขาเลิกเล่นกันเป็นชาติแล้ว" ผมรับไม่ได้กับมุขฝืดๆที่ตั้งใจเล่นซะเหลือเกินของมัน

"ฮ่าๆๆ ก็กูไม่ได้มุขเยอะอย่างมึงนี่หว่า" มันยังคงอารมณ์ดี ขณะที่ผมเริ่มรู้สึกคิดผิดที่โทรไป

"เออ"

"แล้วว่าไง มีอะไรเหรอ?"

"เปล่า"

"อ้าวไอ้นี่ ...นี่เป็นครั้งแรกในรอบปีเลยนะที่มึงโทรมาหากูก่อน แล้วมาบอกว่าไม่มีอะไร กูไม่เชื่อหรอกเว้ย"

---ผมเงียบไปสักพัก เออ กูโทรหามันทำไมวะ---

"กูอยากเจออร..." ผมบอกเหตุผลออกไป

"อะไรของมึงวะ?" น้ำเสียงของแดนเริ่มเปลี่ยนจากขี้เล่นเป็นซีเรียสขึ้นมานิดนึง (อ่านมาถึงตรงนี้แล้วใครยังไม่รู้ว่าไอ้แดนเป็นใครให้กลับไปอ่านตอนสองนะครับ)

"เออน่า ช่วยกูหน่อยนะ"

"มึงไม่รู้จักบ้านเค้าเหรอ?"

"รู้"

"มึงไม่มีเบอร์โทรเค้าเหรอ?"

"มี"

"ไอ้เชี่ย แล้วมึงจะให้กูช่วยอะไรวะ มึงสนิทกับเค้ามากกว่ากูอีกไม่ใช่เหรอไง"

"กูก็แค่เพื่อนสนิท แต่มึงเคยเป็นแฟนนะ"

"แค่เคย...ตอนนี้เป็นอดีตแฟนแล้วเว้ย อย่าตอกย้ำได้มั้ย" น้ำเสียงของมันเริ่มแสดงถึงความขุ่นมัวของอารมณ์

"เออ กูขอโทษ แต่มึงช่วยโทรนัดเค้าให้กูหน่อยไม่ได้เหรอ?"

"ไม่มีทางอ่ะ แค่เห็นว่าเป็นเบอร์กูเค้าก็กดทิ้งแล้ว แต่ก็อย่างว่าแหละ กูผิดเองที่ไปกิ๊กไปกกคนอื่น มาคิดๆดูก็สมควรแล้วล่ะที่เค้าทิ้งกูไป..."ท่อนท้ายๆฟังดูเหมือนมันพูดกับตัวเอง

"เหรอ...เออ งั้นไม่เป็นไร เดี๋ยวกูหาทางติดต่อเองก็ได้" ผมรับรู้ได้ว่าขืนซักไซร้ต่อไปอีกเดี๋ยวมันจะกลายเป็นคนอกหักสองคนปรับทุกข์กัน

"อือ มีปัญหาอะไรกันอีกละสิ ตามง้อยังกะคู่รักเลยนะมึง" ท่อนนี้ทำผมสะอึก

"เฮ่ย ไม่ใช่อย่างที่มึงคิดหรอก"

"เออ กูรู้ ...กูเห็นพวกมึงเป็นคู่กัดกันมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว หาเรื่องทะเลาะกันได้ตลอด เลยกลายเป็นว่าสนิทกันมาจนถึงตอนนี้..." ไอ้แดนไม่เคยรู้ว่าผมรู้สึกยังไงกับอร ก็อย่างที่มันพูดแหละ ทะเลาะกันได้ทุกวันมันจะรักกันได้ไง

"..." ผมได้แต่เงียบเมื่อภาพอดีตผุดขึ้นมาอีก

"เฮ้ย...บางทีกูยังนึกอิจฉามึงเลยนะ เป็นเพื่อนกันมิตรภาพมันมั่นคงกว่าเป็นแฟนจริงๆว่ะ"

"..."

"ยังไงถ้าเจอเค้าก็ฝากบอกหน่อยนะว่ากูยังรักเค้าอยู่"



...


ผมกลับมานอนคิดมากอีกครั้งหลักจากวางหูโทรศัพท์จากไอ้แดน คำพูดของมันทำให้ผมคิด

 



"เป็นเพื่อนกันมิตรภาพมันมั่นคงกว่าเป็นแฟนจริงๆว่ะ"

 

 


ตลอดเวลาผ่านมาที่ผมยังได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับเธออยู่ก็เพราะว่ามิตรภาพแบบเพื่อน ...แล้วถ้าผมบอกรักเธอล่ะ?


ก่อนจะโทรหาไอ้แดน แวบแรกที่ตัดสินใจจะบอกรักผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องทำแม้ว่ามันจะสายไปและผมก็ไม่ได้คาดหวังคำตอบหรือการเปลี่ยนแปลงใดๆหลังจากนั้น


...ไอ้แดนไม่รู้เลยว่าเธอกำลังจะแต่งงาน เธอไม่เคยติดต่อกับมันอีกนับตั้งแต่วันที่เห็นมันอยู่กับผู้หญิงอีกคน ความสัมพันธ์แบบแฟนของทั้งคู่ที่ผมเฝ้าดูด้วยความอิจฉาถูกตัดขาดลงตั้งแต่นั้นมา


ผมกลัวจะเป็นเหมือนไอ้แดน...




กลัวการที่เธอจะกระทำแบบนั้นกับผม...




ผมต้องตัดสินใจ...



---เลือกที่จะบอกรักและถูกเธอตัดออกจากชีวิต หรือ มีชีวิตเพื่อเฝ้ามองเธอแบบทรมานหัวใจตลอดไป---

 

 

 

.

 

 

 

 


.

 

 

 

 

 


.

 

 

 

 


และแล้วผมก็เลือก...



 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

จบไว้แค่นี้ก่อนครับ :)
ขอบคุณที่อ่านครับ และยินดีมากถ้าคิดจะติดตามตอนต่อไปด้วยนะเออ.
ชอบก็คอมเม้นต์ดีไม่ชอบก็คอมเม้นต์ได้ครับ มีคำแนะนำอะไรก็บอกได้ผมจะนำไปปรับปรุงเนื้อหาตอนต่อๆไป(ถ้ามี 555)