ณ ผืนฟ้าที่กว้างใหญ่หากว่าฟ้ามีตาและจ้องมองลงมาจากบนนั้นฟ้าคงเห็นมนุษย์เป็นเสมือนมดปลวกที่ควักไคว่ยั้วเยี้ยทั้งเดินทั้งวิ่งสวนกันไปมาจนวุ่นวาย ฟ้าคงไม่ได้สนใจมนุษย์ตัวไหนเป็นพิเศษ แต่เป็นมนุษย์ต่างที่สนใจฟ้า บ้างขอพร บ้างสวดอ้อนวอน บ้างอยากรู้อยากเห็น ความเป็นไปของฟ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับมนุษย์ แต่มนุษย์หลายคนกลับยืดติดว่าความเป็นไปของตัวเองเกิดขึ้นเพราะฟ้า ฟ้าสั่ง ฟ้าสาป ฟ้าประทาน ฟ้าแกล้ง เช่นเดียวกับชายหนุ่มในเรื่องนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้น่าจะเป็นแค่เรื่องธรรมดาๆใครก็อาจพบเจอได้บ่อยๆถ้ามองในมุมของผู้ที่สามารถลิขิตชีวิตตัวเอง แต่ถ้าบอกว่าฟ้าคือต้นเหตุล่ะ? ใครไม่เชื่อแต่เขาเชื่อ...
ใต้แผ่นฟ้าที่ร้อนระอุราวกับแผ่นสังกะสีเผาไฟ ในวันที่สีประจำวันคือสีฟ้าสดใส วันนี้เป็นวันหยุดพิเศษของมนุษย์เงินเดือน(น้อย)อย่างผม แน่นอนว่ามันก็เป็นแค่วันศุกร์ธรรมดาสำหรับใครอีกหลายคน ผมแหกตาตื่นขึ้นมาเมื่อแดดยามเพลส่องทะลุผ้าม่านสีฟ้าซีดเข้ามาในห้อง ทำไมมันร้อนจังวะ เวลาเช่นนี้ผมน่าจะหลับ เอ๊ย ทำงานสบายๆตากแอร์ที่ออฟฟิศ...
สายน้ำไหลผ่านท่อพีวีซีสีฟ้าสู่ฝักบัวบนหัวก่อนจะพุ่งออกมาชโลมทั่วร่างผม ผมหยิบสบู่ยี่ห้ออะไรไม่รู้รู้แต่ว่าก้อนสีฟ้ามันคือสูตรเย็น แชมพูก็ขวดสีฟ้า(สูตรเย็น) โฟมล้างหน้าก็หลอดสีฟ้า(สูตรเย็น) ยาสีฟันหลอดสีฟ้า(สูตรเย็น) ทำไมอะไรอะไรต่างๆที่เป็นสูตรเย็นทำไมมันต้องเป็นสีฟ้าวะ ผมเพิ่งจะสังเกตว่าตัวเองเป็นพวกลัทธิบูชาสีฟ้าหรือยังไงกันฟะ...แน่นอนว่าแปรงสีฟันในมือ...สีฟ้า(สูตรเย็น???)
หลังจากอาบน้ำเสร็จด้วยอาการเมาสีฟ้าตกค้างอยู่ ผมกลับพบว่าการหมกตัวอยู่ในห้องพักที่หันหน้าท้าแดดในช่วงเดือนเดือดแบบนี้ มันจะพาลทำให้ตับอ่อนๆที่ไร้แอลกอฮอล์มาบำรุงของผมแตกได้ง่ายๆ กูอยู่ไม่ได้แล้ว ผมคิดในใจ จะโรลออนสีฟ้า(สูตรเย็น) หรือแป้งสูตรเย็น(สีฟ้า) ไม่สามารถช่วยผมต้านทานความร้อนจากฟ้าได้ มันเหมือนฟ้าบังคับให้ผมต้องระเห็จออกจากที่พักทั้งที่ความตั้งใจเมื่อคืนนี้คือจะตื่นมาเล่นเกมส์...
ผมก้าวออกจากอพาร์ตเมนต์คุณย่า(สีฟ้า) เดินล่องลอยออกมาปากซอยพลางตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะไปไหน...ที่ที่แอร์เย็นๆ มีหนังสืออ่านฟรี มีสาวให้หลี (ใครพอจะมีสถานที่ดีๆแนะนำบ้างไหมครับ) เหตุการณ์แบบนี้ผมคงไปลงเอยในร้านหนังสือที่ไหนซักแห่ง แต่ฟ้าไม่ยอมให้เป็นอย่างนั้น เด็กวัยรุ่นสองคนเดินผ่านหลังผมไป...
"มึงไปงานสัปดาห์หนังสือมาหรือยังวะ?" เด็กคนหนึ่งถาม เขาคงแค่ถามเพื่อน แต่มันเหมือนถามผมด้วย
"ยังว่ะ กูยังไม่มีเวลาเลย" อีกคนหนึ่งตอบเพื่อน แต่มันเหมือนตอบแทนผม
เด็กวัยรุ่นสองคนเดินผ่านหลังผมไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และมันก็ไม่น่าจะเกิดอะไรขึ้นได้ถ้าหากผมไม่ได้ตัดสินใจไปที่นั่น งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งนี้ เหมือนฟ้าบังคับให้ผมไป...ทำไม
รถร่วม ป.อ.สีฟ้า(สูตรเย็น)คาดเหลือง ทิ้งผมลงเลยป้ายรถเมล์สีฟ้า(อีกแล้ว)เกือบร้อยเมตร ผมต้องเดินย้อนกลับเพื่อจะไปขึ้น(หรือลง)รถไฟฟ้าที่อยู่ใต้ดิน มันคือความสะดวกสบายของคนเมืองที่หนุ่มบ้านนอกอย่างผมไม่ค่อยได้ใช้บริการซักเท่าไหร่ เหตุเพราะความที่เป็นมนุษย์เงินเดือน(น้อยจริงๆ) เพียงแต่วันนี้ผมอยากประชดฟ้าด้วยการหนีลงใต้ดิน โดยไม่ได้เฉลียวใจมาก่อนว่านี่คือสิ่งที่ฟ้าวางแผนเอาไว้แล้วตั้งแต่ต้น ขึ้น(ลง)ที่ลาดพร้าวผู้คนในขบวนรถยังบางตา พอมีที่นั่งว่างอยู่บ้างแต่คนวางฟอร์มอย่างเราต้องยืนกอดอกพิงกระจกด้านใน...เท่สาด...
มันคือจุดตัดเล็กๆของพรหมลิขิตนับล้านๆเส้นที่วิ่งสับสนไปมา บางคนเหมือนเส้นขนานคู่กันไปไม่มีทางบรรจบ บางเส้นบรรจบกันมาดีๆก็มีจุดหักเหให้แยกทาง สำหรับวันนี้ในเวลานี้ ณ ที่แห่งนี้ ฟ้าได้ทำให้เกิดจุดตัดเล็กๆขึ้นระหว่างเส้นของผมกับเธอ(หรือเปล่า)...
"เน็ก สเตชั่น รัชดา..." เธอก้าวเข้ามาในตู้ขบวนที่ผมยืนวางฟอร์มอยู่ทั้งที่มีประตูเลื่อนอัตโนมัติอีกหลายช่องเปิดรับเธอ ทำไมถึงได้บังเอิญจัง ทำไมถึงได้น่ารักจัง... ผมรำพึงกับตัวเอง อีกแล้วนะฟ้า ฟ้าน่าจะรู้ว่าผมใจง่าย ฟ้าน่าจะรู้ว่าผมขี้อาย แกล้งผมเล่นสนุกใช่มั้ยห๊ะ? บทวัดใจของผมเริ่มขึ้นโดยไม่เคยได้เตรียมพร้อมอีกครั้ง คราวนี้เธอมาในชุดกางเกงสีฟ้า(เว้ย!)เสื้อ...เอ่อ...สะ สายเดี่ยว สีขาว(ว้าว) ผิวก็ขาว หน้าก็ใสไม่มีร่องรอยการแต่งหน้ากลบเกลื่อน ริมฝีปากชมพูบางๆน่าจูบ แววตาดูซุกซนเหมือนเด็ก ผมตรงสลวยซอยสั้นรับกับใบหน้ารูปไข่(หมายถึงไข่ไก่ไม่ใช่ไข่อื่น?) ผมสำรวจร่างเธอด้วยสายตาจากบนลงล่างจากล่างล่างขึ้นบนจากบนไปซ้ายจากซ้ายไปขวาอย่างรวดเร็ว ตำหนิเพียงอย่างเดียวคือรอยแผลเป็นที่ไหล่ซ้ายขาวๆ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ความน่ารักของเธอลดลง ผมกลับยิ่งรู้สึกสนใจเธอมากขึ้นและมากขึ้นเมื่อเธอก้าวมายืนฝั่งตรงข้าม...
"อุ๊ย...หัวใจเราตรงกันเลย..." ถ้าผมหน้าด้านกว่านี้คงพอจะใช้มุขนี้หยอดเธอได้ ก็มันตรงกันจริงนี่ เธอคงรู้สึกถึงรังสีบางอย่างในใจผม แวบแรกที่เธอหันมาผมหลบตาแทบไม่ทัน ไม่เข้าใจตัวเองจะอายอะไรนักหนา ทำแบบนี้มันยิ่งมีนิรุทธ์ เฮ้ย พิรุธ... สายตาผมเริ่มสับสนมองโน่นมองนี่กลบเกลื่อนและเมื่อกวดสายตาสำรวจทั้งตู้โดยสารผมก็ได้พบว่านอกจากตัวผมเองแล้วยังมีลุงที่ทำท่าเหมือนนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ ชายชราที่นั่งข้างๆเด็กหนุ่มวัยรุ่นที่มากับแฟน รวมไปถึงหนุ่มออฟฟิศมาดนักธุรกิจ เขาเหล่านั้นกำลังมองเธออยู่เช่นกัน ผู้ชายมันก็เหมือนกูหมด ผมคิดในใจ และก็ยังแอบชำเลืองมองเธออยู่ตลอด เธอรวบผมด้านหน้าขึ้นไปติดกิ๊บ ชิบหาย!!!นี่มันท่าพิฆาตดวงใจเลยนะเฟ้ย สาวสวยรวบผมนี่เป็นกิริยาที่น่ารักสุดๆเลย ยิ่งในกรณีของเธอ เมื่อยกมือขึ้นรวบผม ศรีษะจะก้มลงเล็กน้อย พอมองต่ำลงไปผิวใต้วงแขนที่เรียบเนียนก็เผยสู่สายตาผม... ดูจากกิริยาท่าทางและการแต่งกายนั้นน่าจะบ่งบอกว่าเธอเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองและเป็นคนเปิดเผยหากแต่ในดวงตาคู่นั้นกลับมีความอ่อนโยนและดูเหมือนจะเขินอาย เป็นความเซ็กซี่แบบเรียบๆที่ทำให้หัวใจของผมละลายไปแบบเงียบๆ แต่ก็ยังมิวายวางฟอร์มตีหน้านิ่งเรียบเฉย ทั้งที่ในใจมันร้อนรนว้าวุ่นเหลือเกิน...ความรู้สึกนี้มันคงยังไม่ถึงกับจะเรียกได้ว่ารักแรกพบ อาจแค่ชอบ หรืออาจแค่ใคร่ แต่ในใจผมกำลังคลั่งคิดหาวิธีที่จะทำให้เราได้รู้จักกัน สถานการณ์ในตอนนี้มันไม่เหมือนการเข้าไปชนแก้วขอทำความรู้จักกันตามผับ ผมก็ดันมาคนเดียวจะเข้าไปอ้างว่าขอเบอร์ให้เพื่อนหรือจะให้เพื่อนเข้าไปขอเบอร์ให้ก็ไม่ได้...แล้วจะทำยังไงล่ะโว้ย? คนอย่างผมมันก็เก่งอยู่แค่ในความคิดเท่านั้นเอง เหมือนพวกเด็กเรียนที่แน่นทฤษฎี แต่พอเจอของทีไรใจมันฝ่อไปหมดทฤษฎีอะไรมันช่วยไม่ได้เลยตอนนี้นาทีนี้คนคนนี้ทำได้เพียงแอบมองเธอในมุมนี้ให้นานที่สุด...สุดแล้วแต่ฟ้า
"เน็ก สเตชั่น สุทธิสาร..." รถกำลังเคลื่อนสู่จุดหมายในขณะที่ผมกำลังเคว้งไร้ทางออก รถถึงสุทธิสารใจพี่สุดฟุ้งซ่าน(เริ่มจะเป็นนิราศรถไฟฟ้าเข้าไปทุกที)โชคยังดีที่เธอยังคงยืนอยู่ตรงนั้นไม่ออกไปไหน
เน็ก สเตชั่น ห้วยขวาง... มันเหมือนมีอะไรขวางกั้นระหว่างเรา ผมมองเงาตัวเองในกระจกฝั่งตรงข้าม เงาผมยืนชิดซ้อนร่างเธอ รู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนหมาที่คิดอิจฉาเงาในน้ำ...มันก็น่าอิจฉาจริงๆเพราะเงาผมได้โอบเธอ เหมือนเธอจะรู้ตัว ก้มหน้ายิ้มอายๆ... ผมถือว่ารอยยิ้มนั้น...ให้ผม
"เน็ก สเตชั่น ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ..." เธอยังไม่ลงป้ายนี้ ข้อสันนิษฐานที่ว่าเธอนัดใครหรือใครนัดเธอไว้ที่เอสพลานาท เป็นอันตกไป...เยส!!!
"เน็ก สเตชั่น พระรามนายน์..." เธอยังไม่ลงป้ายนี้ ข้อสันนิษฐานที่ว่าเธอนัดใครหรือใครนัดเธอไว้ที่ฟอร์จูน เป็นอันตกไป...เยสเซ่อ!!!
"เน็ก สเตชั่น เพชรบุรี..." จะลิงโลดดีใจไปทำไมฟะ อีกไม่นานก็ต้องลงแล้ว ทำอะไรซักอย่างซิโว้ย...เพชรอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ
"เน็ก สเตชั่น สุขุมวิท..." ยังจะมีหน้ามาทำทีสุขุมลุ่มลึกอีก โธ่...สนุกใช่มั้ยฟ้า...สนุกมากใช่มั้ย ถึงตอนนี้ฟ้าคงกำลังสนุก ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนมดตัวหนึ่งที่เห็นเค้กก้อนโตอยู่ตรงหน้าแต่สิ่งที่ขวางกั้นอยู่คือถาดน้ำ...อยากกินเค้ก แต่กลัวน้ำ โดดลงไปจะตายไหม ผมอาจหมดแรงกลางทาง...จิตใจเริ่มว้าวุ่นฟุ้งซ่านหนัก อาการลุกลี้ลุกลนเริ่มปรากฏทางแววตา เธอคงสังเกตเห็นตลอดการเดินทางจนมาถึงตรงนี้ ผู้ชายที่หุ่นเหมือนผีเสียบไม้(ไม้เสียบผีเว้ย) ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม อยากรู้ว่าเธอคิดอย่างไร ฟ้า...มาถึงขั้นนี้ช่วยผมหน่อยได้ไหม ถ้าหากเธอมีใจช่วยแสดงให้รู้ที--------เงียบ ไม่มีการติดต่อกลับจากสวรรค์...
มันก็คงเป็นแค่เพียงจุดตัดเล็กๆของพรหมลิขิตอีกจุดหนึ่งในเส้นทางของผม ไม่ได้นับเหมือนกันว่าฟ้าให้มาเท่าไหร่แล้ว จุดตัดที่เป็นเหมือนโอกาสแห่งการบรรจบกัน...
"เน็ก สเตชั่น ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์..." เป็นดังที่คาดหมาย คนสวยเจ้าของรอยแผลเป็นที่ไหล่ซ้ายก้าวพ้นประตูเลื่อนออกไป คนเห่ยผู้มีบาดแผลภายในใจรีบเบียดผู้คนตามไป...ผมหวังไว้ในใจ วันนี้ยังไงก็จะขอลองตามให้ถึงที่สุด...เธอเดินตัวปลิวเข้าไปในงาน ผมรู้ดีว่าถ้าปล่อยเธอลับตาไปท่ามกลางฝูงมหาปัญญาชน โอกาส ทั้งหมดในวันนี้คือจบสิ้น..
...แต่ว่ากระเป๋าสะพายเจ้ากรรมดันส่งเสียงร้องเมื่อผมก้าวผ่านจุดตรวจ ฟ้าผ่าห่าเหวอะไรกันอีกวะเฮ้ย ผมเปิดกระเป๋าให้เจ้าหน้าที่ดู ถ้าบอกว่านี่มันเป็นเรื่องธรรมดาๆที่อาจเกิดขึ้นโดยบังเอิญได้เสมอก็พอจะเชื่อได้อยู่หรอก แต่สำหรับผมเรื่องราวแบบนี้เหตุการณ์แบบนี้มันตลกจนผมได้แต่สรุปกับตัวเองเบาๆว่าฟ้าแกล้งกูอีกแล้ว.. ทั้งที่ในกระเป๋าใบนั้นไม่มีอะไรนอกจากดินสอ ปากกา
และสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง...สีฟ้า(สูตรเย็น...ชิบหาย).
.................Sweettoxic 7/4/2550

เฮ้ย!!!ฟ้าอีกแล้ว....
#1 By เต่าน้อย on 2007-04-09 13:37