...

posted on 28 Mar 2007 14:59 by sweettoxic  in ZAANstory

...
คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิตหรือเปล่า?
อะไรบางอย่างที่ขีดเส้นชีวิตแต่ละคนไว้ให้เราเดินตาม...
อะไรบางอย่างที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้...
อะไรบางอย่างที่ทำให้คนเรามาพบและจากกัน...
ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ ผมคนหนึ่งล่ะ...ไม่เชื่อ

>>>วันหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ ปีพ.ศ.2541 ณ โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น
"เอาเลยเธออยู่นั่น เข้าไปบอกเธอเลย มัวรออะไรอยู่"
"เฮ้ย แต่เพื่อนเธออยู่กันเพียบเลยนะเว้ย"
"มึงจะมัวอายอะไรอีก จังหวะนี้แหละเหมาะสุด เดี๋ยวเค้าก็เข้าเรียนก่อนหรอก รีบไปซิเว้ย"
"เออน่า..."
"เออแล้วก็ไปซิวะไอ้นี่ มึงชอบเค้าไม่ใช่เหรอ"
"ใช่...กูชอบเค้า"
"อยากได้เค้าเป็นแฟนใช่ไหม"
"เอ่อ...กูแค่อยากรู้จัก อยากพูดคุย อยากเป็นเพื่อนน่ะ...แต่ถ้าเป็นแฟนกันได้ก็ยิ่งโคตรดี"
"งั้นก็ไปได้แล้ว มึงมองเค้ามาปึนึงแล้ว ถ้าเป็นปลากัดเค้าคงมีลูกสามคนแล้วมั้ง"

"..."
"ไปซะ ไปทักทายเค้า ส่งจดหมายที่เขียนมาทั้งคืนให้เขา แน่ะยังจะมาอายอีก ไม่มีเวลาแล้วโว้ย"
"แล้วถ้าเค้า...ไม่รับล่ะ ขนาดไอ้โจ้ทั้งหล่อทั้งเรียนเก่งยังจีบไม่ติดเลย..."
"กูจะทำยังไงดี...ถ้าเธอปฏิเสธ...กูว่า...ไว้วันหลังละกัน..."
"ไอ้เหี้ย...ตามใจมึง"


ที่ท่านได้อ่านไปนั้นเป็นการสนทนาระหว่างจิตและใจของผม ผมเดินคอตก วางมาดซอมซ่อ
เดินผ่านกลุ่มสาวๆห้องม. 5/4 และแอบมองเธอ เธอน่ารักสดใส ผมชอบมองเธอ
และผมอยากเฝ้ามองเธอไปตลอด...อ๊ะอีกแล้ว...ผมรีบเดินกลับเข้าห้องเรียน
เธอไม่น่ามองกลับมาเลยสายตานั่นทำผมใจสั่น กลัวเธอจะรู้ว่าผมคิดอะไร...
เฮ้อ และแล้ววันนี้ก็พลาดอีกตามเคย
ผมล้วงลงไปในกระเป๋ากางเกงแผ่นกระดาษสีหวานพับอยู่ข้างใน
ผมเหลียวซ้ายแลขวาไม่มีใคร ผมทิ้งกระดาษแผ่นนั้นลงถังขยะ และเดินเข้าห้องเรียน...

 

>>>บ่ายวันนั้นก็ยังเป็นเช่นทุกๆวัน ผมมักจะนั่งเล่นกับพวกเพื่อนตรงม้าหินอ่อนหน้าอาคาร
วัตถุประสงค์ของผมก็คือเธอเท่านั้น
ไม่สนใจว่าเด็กม.4 คนนั้นจะขาว ไม่สนใจว่าเด็กม.2 คนนั้นแม่งโคตรอึ๋ม...
ผมไม่สนใจจะแซวใครไม่ว่าสาวหน้าไหนจะผ่านมา
จริงๆแล้วผมไม่กล้าแซวใคร แต่เพื่อนผมแต่ละคนมันแซวไม่เลือกหน้า
เธอมาแล้ว เดินมากับเพื่อนๆ จากผลการสำรวจของอภิสิทธิ์โพล(คิดเอง)
ที่สอบถามกลุ่มเป้าหมายบรรดาชายหนุ่มม.ปลาย 90 เปอร์เซ็นต์
ยกให้เธอเป็นสาวที่น่ารักน่าจีบและอยากเป็นแฟนมากที่สุด
ดังนั้นอย่าแปลกใจถ้าผมจะบอกว่าในกลุ่มพวกเราที่นั่งม้าหินอ่อนอยู่นั้นต่างชอบเธอทั้งสิ้น
"เกดน่ารักจังเลย...วันนี้กินข้าวกับอะไรจ๊ะ?" ไอ้ป๊อก หนุ่มมั่นประจำกลุ่มเริ่มก่อนเมื่อเธอเดินเข้ามาใกล้
(ผมคิดในใจความจริงเราก็น่าจะถามแบบนี้ได้นะ ก...กะ..กะ..เก..เกด..หนะ..หนะ ..น่า เออพอเหอะแค่คิดยังอาย อะไรของมึงเนี่ย)
"กินส้มตำมาน่ะ" เธอตอบ เป็นครั้งแรกในรอบวันที่ได้ยินเสียงเธอเพราะเหลือเกินคำนี้ ...กินส้มตำมาน่ะ...?
"แปลก...มึงยิ้มทำไมวะ อยู่ดีๆก็ยิ้มไอ้นี่" ไอ้แจ๊คแทรกขึ้นเมื่อเห็นผมหน้าบาน เล่นเอาผมเขินจนหน้าแดง
"อ้าว...คราวนี้หน้าแดงอีก เป็นเหี้ยอะไรของมึงเนี่ย" ไอ้แป๊ะก็ร่วมด้วยช่วยกัน
และแล้วทั้งโต๊ะก็หันมาแซวผมแทน (กูอุตส่าห์เงียบมาตลอด) ไม่เว้นแม้กระทั่งเธอ
"ไม่สบายหรือเปล่า...อ้ะ เอาน้ำมั้ย" เธอพูดกับผม (เธอพูดกับเราแล้ว คำแรกนะเนี่ย)
เธอยื่นถุงน้ำหวานที่ดูดเกือบหมดแล้วมาให้ผม
ไอ้มือของผมดันทะลึ่ง พรวดไปจับมือเธอ โอ...พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มือเธอช่างนิ่มเหลือเกิน
นี่ขนาดมือยังขนาดนี้แล้วอื่นๆจะขนาดไหนเนี่ย
ก่อนที่ผมจะคิดเลยเถิดไปกว่านั้นถุงน้ำหวานในมือก็ถูกแย่งไป
แล้วเหล่าสัมภเวสีทั้งหลายก็แย่งส่วนบุญกันโกลาหล
ท้ายที่สุดผมรับถุงน้ำหวานที่ไม่มีน้ำหวานแล้วมาถือเป็นคนสุดท้าย
นัยว่าจะเป็นการจูบทางอ้อม แม้ว่ามันจะผ่านปาก ไอ้แจ๊ค ไอ้แม็ก ไอ้ป๊อก ไอ้แป๊ะ ไอ้ต่าย
ผมก็ยังอุตส่าห์ดูดเพราะอย่างน้อยมันก็เคยผ่านปากเธอ
น้ำหวานไม่มีแล้วจะมีก็แต่น้ำแข็งที่ละลายปนกับน้ำลายไอ้ไอ้ทั้งหลาย ผมแอบมองหน้าเธอเห็นเธอยิ้มขำๆ อา เธอยิ้มให้ผมด้วย
"อร่อยไหม?" เธอถาม(ไม่ได้เจาะจง คงถามรวมๆทุกคน)
"ชื่นใจ!" ทั้งโต๊ะตอบพร้อมกัน
"ประจบคงดีใจที่พวกเธอชอบ..." เธอบอก เล่นเอาพวกเรางง
"ประจบ?" พวกเราทวนคำ
"ใช่ค้า...ประจบ หรือน้องจ๊อบคนนี้ไงค๊า... ดีใจจังเลยที่ทุกคนชอบน้ำหวานของน้องจ๊อบ..." ไอ้ตัวคำตอบโผล่ออกมาจากด้านหลังของเธอ
ประจบ กระเทยภูธร วัย 17ปีทำเอาพวกเราร้องเสียงหลง
"น้ำหวานของแก!?! "
"ใช่ค๊า...ชื่นใจไหมถ้าไม่พอมีอีกถุงนะค๊ะนี่ดูดให้ดูกันจะๆ"
เห็นภาพริมฝีปากดำๆหนาๆหนวดหรอมแหรมของน้องจ๊อบแล้วทั้งกลุ่มก็มีอันต้อง
"อ้วก..."สิครับ ต่างคนต่างวิ่งกรูกันเข้าห้องน้ำ คราวนี้ผมเร็วกว่าใคร...


>>>สวย น่ารัก แถมยังขี้เล่นอีกด้วย จากนั้นมาผมยิ่งชอบเธอมากขึ้นๆ ทุกสิ่งที่เธอทำล้วนเป็นความประทับใจสำหรับตัวผม
ไม่ว่าเธอร้องเพลงชาติ สวดมนต์ วิ่งรอบสนาม เชียร์กีฬาสี แสดงละครเวที ผมก็มองแต่เธอเรื่อยมา และก็ทำได้แค่มอง

.

.

.

20 มีนาคม พ.ศ.2543 วันปัจฉิมนิเทศ
"วันนี้เอาแน่นะมึง...สุดท้ายแล้วจริงๆนะเว้ย"
"เออน่ะกูรู้ กูทำได้แน่"
ผมบอกกับตัวเอง วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายแล้วจริงๆ จากนี้คงไม่ได้เห็นรอยยิ้มสดใสนั้น คงไม่มีใครให้แอบมองอีกต่อไปแล้ว
ไม่หรอก...ยังไม่สายเกินไป แกก็เห็นว่าเธอไม่ได้รังเกียจ ถ้าเข้าข้างตัวเองก็รู้สึกว่าบางทีเธอก็แอบมองเราเหมือนกันนี่หว่า
"นั่นสินะ ยังไม่สายเกินไป" ผมบอกกับตัวเองอีกครั้ง ก่อนก้าวเข้าไปในหอประชุม


บรรยากาศในหอประชุมกำลังวุ่นวายบ้างเขียนเสื้อเขียนเฟรนด์ชิพให้กันบ้างให้ดอกไม้บ้างแลกกระดุมเสื้อกัน
...เฟรนด์ชิพ...ใช่แล้วผมมองหาเธอ เธออยู่โน่นแถวกลาง หนุ่มๆเรียงคิวกันเขียนเฟรนด์ชิพอยู่คิวยาวเหยียด
ผมบอกตัวเองอย่าไปต่อแถวเลย คงจะไม่เหลือที่ว่างพอให้มึงเขียนแล้วล่ะ (น้อยใจนะเนี่ย...ใครจะรู้กับมึงฟะ)
ว่าแล้วก็เดินไปประจำที่นั่งตัวเอง
"แผนบอกรักวันนี้คงไม่เวิร์คว่ะ...อยู่ดีๆจะไปบอกรักนี่มันยังไงๆอยู่นา"
"เอาแล้วไงอย่าบอกนะว่ามึงจะเปลี่ยนใจ"
"เปล่า...อืมเอาเป็นตอนรับใบประกาศเสร็จแล้ว หาจังหวะเหมาะๆเข้าไปคุย"

...


"อืม...เกด จบแล้วจะไปเรียนต่อที่ไหนเหรอ...เหรอ อ้าวที่เดียวกันเลยนี่... บังเอิญจังนะ เอ๊ะ นั่น เฟรนด์ชิพ...อ๋อ จะให้เราเขียนเหรอ แต่มันเต็มแล้วนี่นา
เอ๋...ว่าไงนะ จะให้เขียนเสื้อ... อ๊ะ ถะ..ถอดเลยเหรอ ไม่ดีมั้งเดี๋ยวใครมาเห็น มันจะ...อา...โอว...
"มึงคิดเลยเถิดไปถึงไหนเนี่ย ไอ้เวร!!"
.

.

.

>>>เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว ขอให้นักเรียนทุกคนประจำที่ในรอบเช้านี้จะเป็นพิธีการมอบประกาศนียบัตรระดับม.ปลาย โดยเรียงตามห้องและเลขที่ ย้ำขอให้ทุกคนประจำที่
บรรยากาศเริ่มเข้าสู่พิธีการนักเรียนเริ่มนั่งประจำที่(แลดูการนั่งประจำที่ดูจะวุ่นวายกว่าตอนจับกลุ่มล่ำลากันซะอีก)
"ชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 ห้อง1 นายอภิสิทธิ์ สายธนานุรักษ์ ..."
เสียงปรบมือเกรียวจนผมขนลุก เปล่าเขาไม่ได้ตั้งใจปรบมือให้ผมหรอกเขาจะปรบให้คนแรกและคนสุดท้ายตามธรรมเนียมต่างหาก
เฮ้อ... ผมเดินไปรับใบประกาศและเดินลงมานั่งที่อย่างสมบูรณ์แบบไม่มีสะดุดให้ใครขำ
มานั่งที่แล้วก็หลับรอได้เลยเพราะเหลืออีกหลายร้อยคน...ฝันหวานคิดแผนบอกรักไปพลางๆ


>>>บ่ายโมงครึ่ง วันนี้ก็เช่นเคย ผมนั่งกินข้าวกับเธอ โดยมีโต๊ะสิบห้าตัวคั่นกลางระหว่างเรา
แม้กระทั่งตอนกินข้าวเธอก็ยังมีหนุ่มมารุมล้อม(พวกมึงจะจีบไม่ดูกาลเทศะเกินไปแล้วโว้ย หลบ...กูจะมองหน้าเค้า)
อ๊ะเธอลุกแล้ว คงจะไปห้องน้ำล่ะมั้ง จังหวะนี้ล่ะเหมาะสุดแล้ว...

>>>ผมยืนดักรอเธออยู่หน้าห้องน้ำ ตอนนี้แม้ว่าจะเอาช้างมาฉุดก็คงฉุดไปได้แค่ตัวผม เพราะใจผมอยู่กับเธอ(คมไหมเล่า)
วันนี้ยังไงต้องบอกเธอให้ได้คอยดู


"อ๊อฟ อ๊อฟโว้ย...มาอยู่นี่เองนะมึง" ไอ้แป๊ะวิ่งหน้าตื่นมาหาผม
"อะไรวะ...มีอะไร?" ผมถาม
"ไอ้แจ๊ค ...ไอ้แจ๊คมันไม่ได้ขึ้นรับใบประกาศ"
"เออ กูรู้แล้ว ครูคงจะเก็บไว้ให้ล่ะมั้ง"
"ไม่ใช่...คือมันติด ร วิชาภาษาอังกฤษอยู่น่ะก็เลยไม่ได้ใบประกาศ"
"อ๋อ...ก็ทำงานส่งแล้วรับทีหลังก็ได้นี่หว่า"
"คือ...อาจารย์เขาบอกว่าถ้ามันไม่ส่งงานวันนี้...มันจะไม่จบ ต้องซ้ำชั้น"
"...เหรอ เวรเอ๊ย...กูช่วยอะไรได้บ้าง?" ผมนึกสงสารเพื่อน
"จัดบอร์ด...ว่าแต่มึงมาทำอะไรที่นี่?"
"...เอ่อ...กูกะจะมา...ช่างแม่งเหอะรีบไปกัน"

.

.

.

>>>คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิตหรือเปล่า?
อะไรบางอย่างที่ขีดเส้นชีวิตแต่ละคนไว้ให้เราเดินตาม...
อะไรบางอย่างที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้...
อะไรบางอย่างที่ทำให้คนเรามาพบและจากกัน...
ไม่ว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ ผมคนหนึ่งล่ะ...ไม่เชื่อ

ซวย...ซวยจริงโว้ยสวรรค์ พรหมลิขิต ผมไม่เชื่อ ไม่เชื่อซักอย่าง
วันนั้นเราทำงานเสร็จตอนสี่โมงเย็น ผมเดินหาทั่วโรงเรียน ไม่มีเธอ เธอไปแล้ว
กลับบ้านไปแล้ว หรือไปที่ไหนก็คงไม่มีทางรู้ เธอหายไปจากชีวิตผมโดยไร้ร่องรอย กะทันหันเกินไป
สวรรค์...ถ้ามีอยู่จริงช่วยส่งเธอกลับมา ให้ผมเจอเธออีกสักครั้ง ผม...จะบอกรักเธอ
พูดไปงั้นแหละ ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก
"เออ ทำใจซะ..."

....................................


>>>เช้าวันหนึ่งเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ป้ายรถเมล์แห่งหนึ่งในกรุงเทพ
ผมไม่อยากจะเชื่อสายตา แต่หลังจากที่เดินวนแอบดูทุกด้านแล้ว ผมก็ยิ่งไม่เชื่อสายตาตัวเอง
หญิงสาวที่กำลังยืนอยู่ห่างผมไม่เกิน 3 เมตร เธอคนนี้ ช่างคุ้นตาผมเหลือเกิน คล้ายกัน คล้ายกันมากกับเธอคนนั้น
คนที่ผมไม่คิดว่าจะได้เจออีก คล้ายกันมากเกินไปจนความรู้สึกบางอย่างลึกๆในใจหวนคืนมา
ผมยืนสังเกตอยู่นานแล้ว...เธอคงมาคนเดียว
"เข้าไปทักดีไหมนะ"
"ไอ้บ้าเดี๋ยวก็โดนด่าหรอก"
"แต่เธอเหมือนมากเลยนะ"
"แล้วมึงแน่ใจเหรอว่าใช่"
"นั่นสินะ รอดูอีกหน่อยละกัน"


เธอดูท่าทางรีบๆไม่ว่าเธอจะรอรถสายอะไรก็ตาม อย่าเพิ่งมาเลยได้โปรด
ยิ่งมองก็ยิ่งใช่ ทรงผมเปลี่ยนไปการแต่งตัวดูมีสไตล์ มองยังไงก็ไม่เบื่อ ใบหน้านั้น ใช่แน่แล้ว
แต่เธอยังเหมือนเดิมหรือเปล่า จะจำคนไม่สำคัญที่ไม่ได้เจอกันตั้ง 6ปีได้ไหม
คนที่มันไม่เคยทักเธอก่อน ไม่เคยแสดงอาการอะไรให้เธอรู้ว่ามันชอบเธอมาก...มากจนถึงทุกวันนี้

"รออะไรอยู่ นั่นแหละเธอ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ใช่เห็นๆ"
"คนนี้ไม่ใช่เหรอที่ทำให้มึงอยู่เป็นโสด คนนี้ไม่ใช่เหรอที่มึงยังฝันถึงในคืนเหงาๆ"
"แล้วไง...จะให้เดินดุ่มๆไปบอกรักเลยเหรอ"
"ไอ้เวร...แค่ลองเข้าไปทักทายว่าใช่หรือไม่ใช่แค่นั้นเอง เมื่อไหร่มึงจะเลิกอายซะที"
"ดูซะ ดูตัวเอง มึงคิดว่าเธอจะจำมึงได้เหรอ ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว"

...

ใช่ ทุกอย่างเปลี่ยน แต่ผมยังไม่เปลี่ยนไปเลย
เวลาเปลี่ยนตัวผมได้ แต่เปลี่ยนใจ เปลี่ยนสันดานผมไม่ได้
ผมมองนาฬิกา สี่โมงกว่า รถมาแล้วต้องรีบไปแล้วสิ
โธ่โว้ยทำไมต้องเป็นวันนี้ ทำไมต้องเป็นที่นี่ ทำไมต้องเป็นตอนนี้วะ


...


สวรรค์...ผมขออีกซักครั้งนะ ได้โปรด...ให้ผมได้เจอเธออีกครั้ง ผมจะบอกรักเธอ...จริงๆ...สาบาน
รถเมล์สาย 137 วิ่งจอดป้ายมาผมเดินแหวกผู้คนไปขึ้นรถ


คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิตหรือเปล่า?
อะไรบางอย่างที่ขีดเส้นชีวิตแต่ละคนไว้ให้เราเดินตาม...
อะไรบางอย่างที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้...
อะไรบางอย่างที่ทำให้คนเรามาพบและจากกัน...
ใครคนหนึ่งแถวนี้เคยบอกว่าไม่เชื่อ...ตอนนี้เขากำลังรอพิสูจน์คำตอบ..

..................................

ฉันคงต้องรอต่อไป...



Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ขอซื้อปาติหาน...

#1 By sweettoxic on 2007-03-28 15:03

เฮ้อ อ๊อฟเลิกนิสัยขี้อาย ใจไม่กล้าซะทีเหอะนะ พลาดมาหลายนางแล้ว น่าเสียดาย เอ้ย เสียใจแทนเลยอ่ะ นะๆ
ไม่งั้นชาตินี้ตัวคนเดียวโด่เด่แน่เลย
แต่ละเรื่อง...มันจบแบบทำร้ายจิตใจ
กันน่าดูเลยอ่ะ

#2 By arrt on 2007-07-17 22:04

เรื่องรักทุกเรื่องที่เขียน...มักมาจากประสบการณ์ตรงครับ...

เรื่องมันจะแฮปปี้เอนดิ้งเมื่อไหร่...ผมก็ยังบอกไม่ได้ว่ะครับ

แน่นอนว่า ผมช้ำมามากแล้ว...และยังมีแววว่าจะช้ำต่อไปอีก

#3 By sweettoxic on 2007-07-18 00:02